ภาษา : 
 


พลูคาว(คาวตอง) ทำไม?? ต้องผ่านการหมักสกัด


พลูคาว(คาวตอง) ทำไม?? ต้องผ่านการหมักสกัด

กรรมวิธีการผลิตคาวตอง : การจะทำให้คาวตองให้เป็นผลิตภัณฑ์ชนิดน้ำให้มีสรรพคุณที่สูงกว่า คุณสมบัติที่ผักคาวตองที่มีสารสำคัญตามธรรมชาติ สามารถทำได้โดยวิธีการหมักด้วยน้ำเลี้ยงเชื้อ คือเชื้อจุลินทรีย์อันประกอบด้วยจุลินทรีย์ 2 กลุ่มคือ 1. Lactobacillus spp. 2. ยีสต์ชนิด Saccharomyces cerevisiae ที่สามารถเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้ดีในสภาวะของถังหมักที่ประกอบด้วยสารอาหารเลี้ยงเชื้อกลุ่มคาร์โบไฮเดรท(น้ำตาล)ที่เหมาะสมเช่น น้ำอ้อยผงซึ่งประกอบด้วยน้ำตาลอ้อย ไวตามิน แร่ธาตุปลีกย่อยมากมายตามธรรมชาติ ที่มีคุณสมบัติเป็นอาหารของจุลินทรีย์และมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี ทำให้จุลินทรีย์ทั้งสองกลุ่มข้างต้นเจริญเติบโตและขยายตัวได้รวดเร็ว สามารถผลิตสารสำคัญหลายชนิดที่เสริมการทำงานซึ่งกันและกันในการป้องกัน รักษาและฟื้นฟูผลจากการเจ็บป่วย จากโรคต่างๆที่ค่อนข้างครอบคลุมอาการเจ็บป่วยสำคัญๆ ที่เป็นปัญหาในวงการสาธารณะสุข เช่นโรคที่เกิดจากความเสื่อมต่างๆหรือที่รู้จักกันในนาม โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCDs)เช่น โรคเบาหวาน โรคถุงลมโป่งพอง โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดและหัวใจ โรคอ้วนลงพุงและโรคความดันโลหิตสูง คาวตองฯหมักสกัดยังใช้ได้ดีในกรณีโรคติดเชื้อจากเชื้อรา แบคทีเรียและไวรัสต่างๆ อีกด้วย และที่น่าแปลกสำหรับการออกฤทธิ์ของคาวตองหมักสกัดก็คือ นอกจากจะสามารถใช้ได้ดีกับโรคในคนแล้ว คาวตองหมักสกัดยังสามารถใช้กับโรคในสัตว์เช่น โรคปากเท้าเปื่อย-ลัมปีสกินและเต้านมอักเสบในวัว คาวตองหมักยังออกฤทธิ์ข้าม Phylum ไปใช้กับโรคที่เกิดใน Plant Phylum ได้เช่นโรคราในข้าว-เห็ดหอม-รากผักที่ปลูกในระบบไฮโดรโปนิค  โรคไวรัสในต้นเสาวรส-เครป กู๊สเบอรี่  แบคทีเรียในต้นส้มสายน้ำผึ้ง อีกด้วย เป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในพืชสมุนไพรอื่น 

 

จากการตรวจสอบจุลินทรีย์ในถังหมักคาวตองดังกล่าว เราสามารถตรวจพบจุลินทรีย์อีกมากมายกว่า 17 ชนิด แต่เป็นจุลินทรีย์จำนวนน้อยที่ไม่แสดงผลต่อการออกฤทธิ์ของคาวตองส่วนที่เป็นน้ำที่ใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการนำมาผลิต ผลิตภัณฑ์คาวตองชนิดน้ำชนิดต่างๆเช่น คาวตองแมคหรือเฮอร์บอร์กแบบน้ำบรรจุขวด แต่ลึกลงไปกว่าที่เรามีข้อมูลหรือการตรวจวิเคราะห์โดยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่มีใช้ในวงการวิทยาศาสตร์ สารพฤกษเคมีอื่นที่มีปริมาณเพียงเล็กน้อยมากๆหรือจุลินทรีย์ที่มีจำนวนเซลล์น้อยมากๆจนไม่มีคนสนใจ อาจส่งผลต่อร่างกายโฮสต์(เจ้าบ้าน)คือคนหรือสัตว์หรือพืช ที่ได้รับน้ำคาวตองอย่างยิ่งก็ได้ จากประสบการณ์ที่ผ่านมากว่า 20 ปีของผู้เขียน ทำให้ได้ข้อมูลจริงจากภาคสนามถึงผลลัพธ์ของการใช้น้ำคาวตองเพียงจำนวนน้อยนิด เช่น คนป่วยเบาหวาน น้ำหนักตัว 50-70 กิโลกรัมดื่มน้ำคาวตองฯในขนาดครั้งละ 5 มิลลิลิตร วันละ 2 ครั้ง นาน 1-4 สัปดาห์ ทำให้ระดับน้ำตาลที่สูงต่อเนื่องมานานนับสิบปี ลดลงจนเป็นปกติได้ ในบางรายสามารถหยุดใช้อินซูลินฉีดได้ด้วย และการดื่มน้ำคาวตองฯดังกล่าวยังทำให้ผู้ป่วยรูมาตอยด์ ที่มีอาการปวด บวมแดง เรื้อรังรักษาไม่หายด้วยวิธีการแพทย์แบบแผนมานาน สามารถทำให้อาการป่วยหายไปได้โดยไม่กลับมาเป็นอีก

กลไกการทำงานที่ลึกซึ้งของคาวตองฯน้ำจึงยังไม่มีใครทราบ อาจเกิดจากสารหรือยีนส์ของจุลินทรีย์ชนิดที่เราไม่ทราบที่เจริญเติบโตอยู่ภายในถังหมักคาวตองที่มีระบบนิเวศน์อันเหมาะสม คือความเข้มข้นของอาหารเลี้ยงเชื้อ อุณหภูมิที่ใช้ในการหมัก แสงแดดในพื้นที่ตั้งของถังหมัก ระยะเวลาของการหมัก การปฏิบัติหลังแยกน้ำหมักออกจากถังหมักเพื่อบรรจุขวดรอการจำหน่าย อาจเป็นปัจจัยเหนือยีนส์ของโฮสต์(เจ้าบ้าน)ที่ได้รับคาวตองน้ำ ที่รู้จักกันในนาม Epigenomic factors ที่ไปทำให้การทำงานของยีนส์เปลี่ยนไป(Gene alteration)โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงลำดับขั้นการเรียงตัวของคู่เบสในสายดีเอ็นเอ(DNA Base) การเกิด Gene alteration ได้รับการพิสูจน์ในทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าเกิดขึ้นได้จากสมุนไพร ที่สามารถเป็นปัจจัยเหนือยีนส์ โดยนักวิทยาศาสตร์จากประเทศใต้หวันได้ทำการทดลองและแสดงผลลัพธ์ว่า  90% ของตำรับสมุนไพรที่มีชื่อเสียงของประเทศจีน สามารถทำให้เกิด gene alteration ได้ ซึ่งหากพิจารณาตามหลักการทางวิทยาศาสตร์แล้ว Gene คือสารพันธุกรรม เป็นผู้ออกคำสั่ง ให้เซลล์สร้างและผลิตโปรตีน อันเป็นส่วนประกอบของร่างกายขึ้นมา ความจริงของสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในวงจรการวิวัฒนาการของชีวิตทั้งหลายก็คือ “ความจำ” ที่ฝังอยู่ใน Gene ที่จะทำขบวนการซ้ำๆเพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายโดยไม่ต้องมีใครมาควบคุมตั้งแต่ความจำของเมล็ดมะม่วง ซึ่งเป็นพันธุ์ดีงอกขึ้นมาจากดิน ยอดอ่อน ลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ ดอก ผล ทำงานได้เองจากความจำที่เก็บไว้ในยีนในขณะเป็นเมล็ด เช่นเดียวกันกับเชื้อโรคที่มียีนในการขยายตัว แพร่พันธุ์ที่สร้างความเสียหายให้กับโฮสต์(เจ้าบ้าน) ก็ไม่มีใครสั่งให้เชื้อโรคทำงาน สิ่งที่เกิดขึ้นคือเชื้อโรคมียีนส์ที่ทำให้มันใช้สารอาหารในร่างกายเราเป็นพลังงานในการขยายพันธุ์ ทำร้ายโฮสต์(เจ้าบ้าน)ต่อเนื่องจนตาย ส่วนไวรัสมียีนที่สั่งให้เอาส่วนประกอบของเซลล์โฮสต์(เจ้าบ้าน)หรือของคนมาเป็นไวรัสเสียเอง ทำร้ายร่างกายเราจนตายเช่นกัน กรณีของgene alteration จะทำให้ความจำที่ใช้เป็นคำสั่งของสารพันธุกรรมของเซลล์โฮสต์(เจ้าบ้าน)เปลี่ยนไปจากเดิม เกิดการสังเคราะห์ส่วยย่อยของโปรตีนที่เรียกว่า peptide นั้นผิดไปจากเดิมนิดหน่อย เป็นลักษณธที่เรียกว่า peptide barcode ผิดไปจากที่เคยสร้าง เมื่อได้ ยpeptide ดังนั้นเมื่อส่วนประกอบย่อยของโปรตีนผิดเพี้ยนไปจากเดิม คำสั่งจากหน่วยพันธุกรรมของเซลล์ก็จะทำให้เซลล์ผลิตโปรตีนอันเป็นส่วนประกอบของ สารต่างๆไม่เหมือนเดิมเช่น เอ็นไซม์ ฮอร์โมน สารชีวเคมีอื่นๆ หรือส่งผลออกมาเป็นการสร้างเป้ารับ(receptor)ที่ผนังเซลล์ที่คอยดักจับสารกระตุ้นที่ร่างกายใช้สื่อสารไม่เหมือนเดิม เกิดการสื่อสารที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น การทำงานของร่างกายดีขึ้น เร็วขึ้น หรือแม้แต่ไปทำงานปิด-เปิด สวิตช์บนยีนของเซลล์โฮสต์(เจ้าบ้าน) ที่พบว่ามีนับล้านสวิตช์ ดังที่เกิดขึ้นกับสมุนไพรจีนในการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ใต้หวันดังกล่าว ปรากฎการณ์ของปัจจัยเหนือยีนที่เกิดขึ้นจากตำรับสมุนไพรที่บอกว่ามีชื่อเสียงของจีน ก็น่าจะหมายถึงสมุนไพรที่มีสรรพคุณดีของจีน ก็น่าจะเกิดกับตำรับสมุนไพรไทยหลายๆตัว รวมทั้งคาวตองที่ผู้เขียนพบว่ามีสรรพคุณดีมาก ชนิดที่ยังไม่เคยพบมาก่อนตลอดชีวิตการทำงานในฐานะเภสัชกรมากว่า 50 ปีเลย กรณีที่น่าจะเป็นตัวอย่างของการทำงานของพืชสมุนไพร ที่มีกลไกการทำงานแปลกไปจากที่เคยมีการอธิบายไว้ในตำราเรียน และน่าจะเป็นกลไกการทำงานผ่านปัจจัยเหนือยีนหรือการปิดเปิดที่พบจากการกินคาวตองเช่น เด็กที่เป็นโรคลมชักมาแต่กำเนิด ได้รับยาแก้ลมชักจากแพทย์มาตลอดจนอายุได้ 2 ขวบ ก็เดินไม่ได้ ต้องนอนบนเตียงอย่างเดียวต่อมาอีกจนอายุได้ 4 ขวบ แต่เมื่อน้องได้รับคาวตองชนิดเม็ดขนาด 300 มิลลิกรัมเพียงครั้งเดียวในตอนกลางวัน ผ่านไป 12 ชม. เด็กสามารถลุกขึ้นยืนได้และเดินไม่หยุดทั้งคืน อีกกรณีหนึ่งผู้หญิงอายุ 45 ปี ป่วยเป็นโรคไมเกรนมา 37 ปี รักษาตัวกับโรงพยาบาลมาตลอด กินยาแก้ปวดทุกวัน ก็ไม่ดีขึ้น เธอมีโอกาสมากินคาวตองแคปซูลขนาด 200 มิลลิกรัม 1 ครั้งในตอนเช้า แล้วก็ออกไปทำนา เมื่อถึงเวลานอน ปกติเธอจะต้องกินยาแก้ปวดชนิดพาราเซตามอล 2-3 เม็ดก่อนนอนทุกคืน แต่หลังจากที่กินคาวตองแคปซูลเมื่อตอนเช้าวันนี้แล้ว เวลาผ่านไป 12 ชั่วโมง อาการปวดหัวของเธอลดลง 90% และหายไปหมดหลังจากกินคาวตองอีกไม่กี่วัน

โดยประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียน กลไกที่คาวตองสามารถใช้ทั้งป้องกัน รักษาและฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดจากการป่วยเป็นโรคต่างๆน่าจะเกิดจาก การทำงานของสเต็มเซลล์ของร่างกายของโฮสต์(เจ้าบ้าน)เอง ผ่านการทำงานของสารเบต้ากลูแคน ที่เพิ่มขึ้นในระหว่างขบวนการหมักคาวตอง สารเบต้ากลูแคน เป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์ยีสต์ประมาณ 30-35 % ผงคาวตองที่หมัก ทำเป็นผงแห้งพบสารเบต้ากลูแคน 41% เมื่อกินคาวตองเข้าไป ผ่านระบบทางเดินอาหาร ไปถึงลำไส้เล็กส่วนปลาย(Ilium) ที่มีกลุ่มเซลล์อ่อนที่มีลักษณะเป็นปุ่มยื่นออกมาจากผนังลำไส้เล็ก ในกลุ่มเซลล์เหล่านี้จะประกอบไปด้วยเซลล์ Macrophageจำนวนมากที่คอยดักจับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เดินทางผ่านมา ร่างกายถือว่าสาร Beta glucan คือสิ่งแปลกปลอมชนิดหนึ่ง จึงใช้ตัวรับที่ผิวของมันเกาะจับสาร Beta glucan ไว้ เกิดการกระตุ้นให้ Macrophage สร้างเอ็นไซม์ MMP-9  ออกมา เมื่อ Macrophage ที่เป็นเม็ดเลือดขาวของเราเดินทางไปตามกระแสเลือดไปถึงไขกระดูก อันเป็นโรงงานผลิตสเต็มเซลล์ของร่างกาย เมื่อสเต็มเซลล์สร้างขึ้นมาใหม่ทุกเซลล์ก็จะมีการยึดเกาะติดกับไขกระดูกด้วยโปรตีนเหนียวคล้ายกาว เรียกว่า SDF/CXCR4 matrix เพื่อรอการถูกปลดปล่อยออกสู่กระแสเลือดตามคำสั่งของสัญญานขอความช่วยเหลือจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เมื่อ Macrophage เดินทางมาถึงไขกระดูก MMP-9  จะทำหน้าที่ลดแรงยึดเกาะของสเต็มเซลล์เฉพาะเซลล์ใดๆ ที่ถูกเลือกกับไขกระดูกลง เพื่อทำให้สเต็มเซลล์หลุดออกจากที่เกาะติดจากไขกระดูก เข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้น เนื่องสเต็มเซลล์ ทำหน้าที่เป็นหน่วยซ่อมแซม ฟื้นฟูและกระตุ้นการทำงานของร่างกายอันแท้จริง ดังนั้นเมื่อมีความไม่ปกติที่ใดของร่างกายเช่น เชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่(SARS-CoV-2) หลุดเข้าไปในทางเดินหายใจ ไปจับติดกับ ACE2 receptor ใช้เป็นประตูเข้าสู่เซลล์เจ้าบ้าน เพื่อขยายตัวต่อไป ระบบภูมิคุ้มกัน ที่เริ่มจากสเต็มเซลล์ใหม่ที่พึ่งถูกปลดปล่อยออกจากไขกระดูกข้างต้น รวมกับสเต็มเซลล์ที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดที่มีอยู่แล้ว และสเต็มเซลล์ประจำถิ่น ที่พบอยู่ตามอวัยวะทุกแห่ง จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ที่เหมาะสมในระบบภูมิคุ้มกัน อันสลับซับซ้อน เช่นสเต็มเซลล์ส่วนใหญ่ที่อยู่ใกล้กับเชื้อไวรัสหรือเซลล์เจ้าบ้านที่ติดเชื้อไวรัส และกลายไปเป็นเซลล์ป่วย จะส่งสัญญาณให้สเต็มเซลล์ดังกล่าวเปลี่ยนไปเป็นเซลล์นักฆ่าหรือ Natural Killer Cell(NK Cell) ทำลายไวรัสหรือเซลล์ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสผ่านกระบวนการ Apoptosis ที่เป็น Program cell death ที่เป็นการกำจัดเซลล์ที่ไม่ต้องการ ผ่านการย่อยสลายของเอ็นไซม์ ไม่ให้เหลือเชื้อของไวรัส ที่จะขยายพันธุ์ต่อไปได้ ในกรณีที่เซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ ตลอดถึงเยื่อบุถุงลมปอดถูกทำลายจากเชื้อ เชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่(SARS-CoV-2) สเต็มเซลล์ที่มีปริมาณมากพอเพียง จะถูกสัญญานของระบบภูมิคุ้มกัน ชักนำให้เปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่มีหน้าที่จำเพาะเช่น เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบน ที่มีหน้าที่เป็นท่อให้อากาศที่หายใจเข้าสู่ปอดเสียหาย อักเสบ สร้างสารคัดหลั่งออกมามากเกินไป เกิดการหดเกร็งเนื่องจากการระคายเคือง สเต็มเซลล์ก็จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นเยื่อบุทางเดินหายใจ ที่ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนออกซิเจนจากถุงลมไปยังฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงได้ ทำให้เนื้อปอดที่ถูกทำลายระหว่างการติดเชื้อโควิด-19 ถูกซ่อมแซมกลับมาได้ อาการเหนื่อยหอบดีขึ้นเร็วกว่าปกติ(ตามบทสัมภาษณ์กรณีติดเชื้อโควิดต่างๆ)