ภาษา : 
 


การปวด


  สวัสดีครับในตอนนี้ ผมจะนำเอาความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการปวดและกลไกการออกฤทธิ์ของสมุนไพรคาวตอง ที่ผลิตโดยผ่านการหมักแบบชีวภาพ และทำเป็นผงแห้งโดยวิธีพิเศษ ซึ่งในบทความนี้จะขอเรียก “คาวตองแคปซูล” และน้ำสมุนไพรคาวตอง ที่ผลิตโดยกรรมวิธีการหมักชีวภาพ และมีการเสริมเพิ่มกรรมวิธีพิเศษบางประการเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งในที่นี้ผมจะขอเรียกว่า “น้ำสมุนไพรคาวตอง” ก็แล้วกันนะครับ โดยในภาพรวม ทั้ง “คาวตองแคปซูล” และ“น้ำสมุนไพรคาวตอง” จะกลไกการออกฤทธิ์เหมือนกัน และสำหรับโรคปวดต่างๆ “คาวตองแคปซูล” และ“น้ำสมุนไพรคาวตอง” มีวิธีการทำงานหรือกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร ทำไมผู้ป่วยที่มีประสบการกินและดื่มคาวตองทั้งสองชนิดที่ผมพัฒนาขึ้นมานี้ ถึงทำให้อาการจากสาเหตุหลายอย่างดีขึ้นได้อย่างน่าแปลกใจ  มาเล่าให้ท่านฟัง เพื่อใช้เป็นแนวทางการดูแลสุขภาพในกรณีที่ท่านประสบปัญหาเรื่องของโรคปวดอันเป็นอาการที่พบได้มากที่สุดของมนุษย์ทั้งโลก ผมก็ขอให้ท่านได้โปรดใช้วิจารณญานในการรับฟังและรับเอาความรู้ไปใช้ ให้เหมาะสมกับตัวท่านก็แล้วกัน โปรดจำไว้ว่า “ลางเนื้อ ชอบลางยา” น่ะครับ

จากข้อมูลที่ได้จากการวิจัยและประสบการณ์ที่รวบรวมได้จากภาคสนามเพื่อการทำวิจัยต่อยอดในโครงการชื่อ ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นจากการกิน “คาวตองแคปซูล” และโครงการวิจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องของทีมงานของพวกเรา ภาพรวมกลไกการออกฤทธิ์ต่อโรคมะเร็งของ “คาวตองแคปซูล” น่าจะเป็นดังนี้

1.      เพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย สารออกฤทธิ์ใน “คาวตองแคปซูล” และ “สมุนไพรคาวตองชนิดน้ำ” สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันในหนูทดลองให้ยับยั้งเชื้อก่อโรคในจานเพาะเลี้ยงได้อย่างน้อย 5 ชนิด  ภูมิคุ้มกันใหม่จึงลดภาระงานของร่างกายลงและเหลือภูมิต้านทานเดิมที่มีอยู่ไปป้องกันสิ่งแปลกปลอมที่จะไปทำให้หูรูดทางเดินอาหารเสื่อมประสิทธิภาพได้ดีขึ้น

2.      “คาวตองแคปซูล” และ “สมุนไพรคาวตองชนิดน้ำ” มีคุณสมบัติกระตุ้นไขกระดูกให้ผลิตและเพิ่มจำนวนสะเต็มเซลล์ให้มากขึ้น สะเต็มเซลล์เป็นเซลล์ตั้งต้นในการเกิดขึ้นของเซลล์เม็ดเลือดหลายชนิดซึ่งรวมทั้งสะเต็มเซลล์ที่มีหน้าที่ต่างๆในร่างกายทุกชนิด ดังนั้นหากเซลล์ต่างๆที่ผิดปกติถูกแทนที่ด้วยเซลล์ใหม่ที่สร้างจากสะเต็มเซลล์ ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เป็นปกติ ก็ย่อมจะทำให้อวัยวะต่างๆกลับมาทำหน้าที่ ที่ไม่ก่อความผิดปกติ ซึ่งจะเห็นได้ว่าอาการปวดเป็นความผิดปกติก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นผลที่เกิดขึ้นจากการที่ร่างกายมีสะเต็มเซลล์มากขึ้น โรคเสื่อม ความผิดปกติเช่นอาการปวดก็หายไปได้นั่นเอง   

ผมจะขออนุญาตนำเอาเรื่องความปวด มาเล่าสู่กันฟัง เป็นบทความที่เขียนโดย ดร. อำนวย ถิฐาพันธ์ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ท่านสามารถใช้เป็นเครื่องมือตัดสินใจในการดูแลสุขภาพของท่านในโอกาสต่อไปนะครับ
             ความปวด (Pain ) เป็นอาการสำคัญอย่างหนึ่งที่พบได้บ่อยมากในทุก ๆ ส่วนของร่างกาย อาการนี้ทำให้ผู้ป่วยเกิดความทุกข์ทรมานน่าเวทนา และถ้าเป็นมาก ๆ จะมีผลต่อการตอบสนองต่าง ๆ ของร่างกาย  อาจทำให้เกิดการขยายตัวของหลอดเลือดส่วนปลายเกิดอาการหน้ามืดเป็นลม หรือช็อก จนกระทั่งอาจเกิดภาวการณ์ไหลเวียนของโลหิตล้มเหลวและเสียชีวิตได้ ความปวดนี้เองที่ชักนำให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์เพื่อรับการรักษา ที่จริงแล้วความปวดเป็นความรู้สึกปรับตัวอันหนึ่งซึ่งร่างกายของมนุษย์เรามีอยู่ตามปกติ และเป็นกลไกลที่สำคัญที่สุดในการป้องกันตัว เพื่อใช้เป็นสัญญาณบอกให้รู้สึกถึงอันตรายที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองต่อความปวดนั้น ๆ ได้อย่างเหมาะสม เมื่อกระแสประสาทถูกส่งผ่านไปยังสมองเพื่อบอกว่ามีความปวดเกิดขึ้นแล้ว และร่างกายก็จะแสดงอาการนี้ออกมาได้หลายรูปแบบ เช่น ร้องครวญ หน้านิ่ว คิ้วขมวด และอีกส่วนไปกระตุ้นร่างกายทราบว่ามีอันตรายที่เกิดขึ้นเท่านั้น ให้หลีกเลี่ยงเสีย คนที่เกิดมาแล้วไม่มีความรู้สึกปวดเลย จะมีอายุอยู่ได้ไม่นาน เพราะไม่สามารถป้องกันตัวเองได้จากโรคติดเชื้อ บาดแผลที่เกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งเกิดความผิดปกติในการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย

ศาสตราจารย์นายแพทย์สิระ บุณยะรัตเวช ได้ให้นิยามความปวดไว้ว่า ความปวด“ คือประสบการณ์ทางความรู้สึกและอารมณ์ที่ไม่สบาย ซึ่งเกิดขึ้นร่วมกับการที่เนื้อเยื่อถูกทำลาย หรือถูกบรรยายประหนึ่งว่ามีศักยะในการทำลายเนื้อเยื่อนั้น”  จะเห็นว่าประสบการณ์ที่ไม่สบายนั้น ควรจะใช้คำว่า “ ปวด” มากกว่า เจ็บ” เพราะเจ็บใช้บรรยายความรู้สึกที่ไม่ สบายได้บ่อย ปัจจุบันนี้เชื่อว่าความรู้สึกตอบสนองต่อการที่เนื้อเยื่อถูกทำลายหรือเกิดการอักเสบมีอยู่ 2 แบบด้วยกันซึ่งนำโดยเส้นประสาทต่างชนิดกันคือ :

1. ความรู้สึกเจ็บ

          ความรู้สึกเจ็บเป็นความรู้สึกสำคัญที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หมดไปภายในระยะเวลาอันสั้น สามารถบอกตำแหน่งได้ชัดเจนและไม่มีการทำลายของเนื้อเยื่อแต่อย่างใด เป็นกลไกป้องกันตัวไม่ให้เกิดอันตราย เหมือนมีเข็มมาแตะที่ผิวหนังหรือขาไปเหยียบถูกของมีคม แต่ยังไม่ถูกบาด เป็นต้น ความรู้สึกเจ็บนี้นำโดยใยของประสาท ส่งการติดต่อไปยังสมอง เพื่อรับความรู้สึกซึ่งแปลเป็น เจ็บ

2. ความรู้สึกปวด

          ความรู้สึกปวดเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากความรู้สึกเจ็บ ซึ่งจะคงอยู่นาน ความรู้สึกแบบนี้มักจะมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ความรู้สึกทางอารมณ์ หัวใจเต้นแรง ความดันเลือดเพิ่มสูงขึ้น และเหงื่อออก เป็นต้น

ชนิดของความปวด แบ่งออกได้เป็น ชนิด

1. ความปวดเฉียบพลัน

          ความปวดชนิดนี้เกิดขึ้นหลังจากเนื้อเยื่อถูกทำลาย เช่น ปวดหลังการผ่าตัด ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ความปวดอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุ เป็นต้น

2. ความปวดเรื้อรัง

          ความปวดชนิดนี้เป็นความปวดที่เป็นมานานกว่า เดือน ทั้งๆ ที่ได้มีความพยายามที่จะรักษาโดยทุกวิธีแล้ว และในที่สุดแล้วความปวดชนิดนี้ก็จะทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะซึมเศร้า (depression) เพรา ะได้รับความทุกข์ทรมานมากเนื่องจากเกิดความหมดหวังในชีวิตซึ่งแม้แต่ยา opioids ก็ไม่อาจรักษาให้หายปวดได้

ความปวดเรื้อรังมีลักษณะเด่นเฉพาะตัวดังนี้ :

  • ความปวดชนิดนี้ไม่สามารถหายไปได้ด้วยตัวเอง ความปวดจะยังคงอยู่ต่อไปทั้ง ๆ ที่แผลนั้นหายไปแล้ว
  • มักจะเกิดเนื่องจากการที่เส้นประสาทถูกทำลาย
  • ไม่สามารถบอกสาเหตุและกลไกลการเกิดได้แน่นอนชัดเจน
  • ความปวดนั้นผิดปกติ เช่น ปวดคล้ายเข็มแทงซึ่งเกิดขึ้นเองโดยไม่มีอะไรมากระตุ้น ความรู้สึกแปลก ๆ บอกไม่ถูกว่าเกิดจากมีอะไรมากระตุ้นและความรู้สึกปวดมากเมื่อมีอะไรมากระตุ้นแม้แต่เบา ๆ
  • 3. Psychogenic pain

·                   ความปวดชนิดนี้เกิดจากความกระวนกระวาย ความซึมเศร้า และการกลัวความตาย เป็นความปวดที่ไม่มีสาเหตุทางกายภาพที่ชัดเจน เป็นความผิดปกติในการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง และเป็นความทุกข์ทรมาน ที่ต้องการจิตบำบัดร่วมกับการใช้ยา

4. ความปวดจากมะเร็ง ( cancer pain )

·                   ความปวดชนิดนี้นับว่าเป็น recurrent acute pain เพราะถึงแม้ว่ามันจะเป็นความปวดที่มี ระยะเวลายาวนานหลายเดือน เป็น ๆ หาย ๆ แต่ที่มันเกิดความปวดขึ้นก็เพราะมีการทำลายเนื้อเยื่อเป็นระยะ ๆ โดยก้อนมะเร็งไปลุกลามเซลล์ปกติอื่น ๆ ดังนั้น ความปวดชนิดนี้จึงให้การตอบสนองต่อฤทธิ์ของยาในกลุ่ม opioids ได้ดี โดยเฉพาะองค์การอนามัยโลก ( WHO ) ได้แนะนำให้ใช้morphine ในการบำบัดความปวดจากมะเร็งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1986

·                   เมื่อเกิดการทำลายของเนื้อเยื่อขึ้น เช่น ถูกตะปูแทงที่ผิวหนังบริเวณแขน เซลล์ในบริเวณนั้นก็จะแตกและหลั่ง เป็น prostaglandins โดย cyclooxygenase

ถึงตอนนี้หลายท่านอาจจะมึนงงกับศัพท์แสงทางการแพทย์มากมายที่มาเกี่ยวข้องกับการเจ็บปวดแค่สองคำ ท่านไม่ต้องจำอะไรเลยก็ได้เนื่องจากทั้งหมดนี้ผมต้องการสื่อที่มาของการเจ็บปวดว่า สารชีวเคมีหนึ่งชนิดในหลายๆสารที่ร่างกายหลั่งออกมาและทำให้ร่างกายเรารู้สึกเจ็บปวดก็คือ prostaglandins และสำหรับท่านที่เคยติดตามเรื่องสมุนไพรคาวตองมาตลอดจะทราบว่า สมุนไพรคาวตองออกฤทธิ์แก้ปวดได้เนื่องจากสาระสำคัญในคาวตอง ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ cyclooxygenase จึงส่งผลให้ร่างกายมาสามารถสร้าง prostaglandins จึงไม่มีสารที่กระตุ้นให้ร่างกายเกิดความเจ็บปวดได้ อาการปวดจึงลดน้อยลงหรือหายไปได้ ถึงตรงนี้ผมยังไม่หายสงสัยเสียทีเดียวเกี่ยวกับการที่โรคปวดเรื้อรังที่หายไปได้จากการกินน้ำหมักสมุนไพรคาวตอง เนื่องจากปริมาณการกินน้ำหมักสมุนไพรคาวตองของผู้ที่มีประสบการณ์หลายท่าน ดื่มน้ำหมักสมุนไพรคาวตองเพียงครั้งละ 5-10 ซีซี วันละ 2 ครั้งเท่านั้น ซึ่งหากเรานำปริมาณที่ดื่มนี้ไปเปรียบเทียบกับขนาดรับประทานยาแก้ปวดพาราเซตามอลครั้งละ 500 มก.วันละ 3-4 ครั้ง หรือยาแก้ปวดและแก้อักเสบอย่างแรงชื่อไอบูโปรเฟนครั้งละ 500 มก. กินทุก 4 ชั่วโมง ก็สามารถบรรเทาปวดในช่วงเวลาที่ระดับยาในกระแสเลือดมีปริมาณพอเพียงหรือ(MEC) เท่านั้น เมื่อหมดฤทธิ์ยา ก็จำเป็นต้องกินยาใหม่ หากโชคดี พลังชีวิตหรือพลังแห่งการรักษาโรคของร่างกายมีมาก อาการเจ็บปวดก็จะค่อยๆหายไปในที่สุด แต่เราก็ยังไม่สามารถหาเหตุผลได้ครบถ้วนที่จะมาอธิบายกลไกการทำงานของน้ำหมักสมุนไพรคาวตองที่ทำให้โรคปวดหลังเรื้อรังหรืออาการเจ็บปวดเรื้อรังที่อวัยวะอื่นหายไปได้ จากความเป็นสมุนไพรธรรมชาติที่มีองค์ประกอบอันซับซ้อนที่ทำให้สมุนไพรเป็นเภสัชสารสารประกอบเชิงซ้อน ไม่ได้เป็นสารออกฤทธิ์เชิงเดี่ยวเหมือนสารเคมีสังเคราะห์เช่น พาราเซตามอล หรือ แอสไพริน  ยกตัวอย่างหากเราใช้เครื่องมือตรวจวัดผงกาแฟสำเร็จรูปหนึ่งช้อนชา เราจะพบว่านอกจากจะมีคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบหลักแล้ว ยังมีสารชนิดอื่นอีกมากมายไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันชนิดรวมเป็นองค์ประกอบอยู่ในผงกาแฟที่สกัดออกจากเมล็ดกาแฟ ความซับซ้อนยิ่งใหญ่แห่งธรรมชาติจึงทำให้เครื่องมือที่ทันสมัยที่สุดของนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ไม่สามารถตรวจสอบสารสำคัญและพลังแห่งการรักษาที่มีอยู่ในพืชสมุนไพรได้ครบถ้วนและไม่สามารถสรุปที่มาของการออกฤทธิ์ได้ครบถ้วน เราจึงได้แต่รวบรวมผลที่ปรากฏการณ์จากผู้มีประสบการณ์การดื่มน้ำหมักสมุนไพรคาวตอง แล้วเอาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ใกล้เคียงกันเท่าที่ทราบมาอธิบายขยายความคร่าวๆเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเกิดความมั่นใจในการใช้งานเท่านั้นเอง ซึ่งในความเป็นจริงในโลกของวงการยา วงการแพทย์ เราใช้ยารักษาโรคและควบคุมอาการของคนโดยที่ยังไม่ทราบกลไกอันแท้จริงของยานั้นหลายชนิดมาก ยกตัวอย่างเช่นข้อมูลในสารานุกรมเสรี วิกิพีเดีย เขียนบรรยายการออกฤทธิ์ของแอสไพรินในการแก้ปวด ลดไข้ว่า “เชื่อว่า” แอสไพริน ไปหยุดการสร้าง prostaglandins และ thromboxanes ที่เป็นสารที่ทำให้เกิดการปวดผ่านกลไกการยับยั้งเอ็นไซม์ cyclo-oxygenase(COX) การใช้คำว่า “เชื่อว่า” เพื่ออธิบายการออกฤทธิ์ของแอสไพริน แปลว่าเรื่องของแอสไพรินยังจะทำการศึกษาต่อไปอีก เพราะไม่รู้จริง ไม่รู้หมด...เราในฐานะผู้ซื้อยากินและท่านผู้ฟังทางบ้านควรทราบประวัติของยาแอสไพรินบ้างนะครับว่า แอสไพรินเป็นยาที่เราคุ้นเคยมานานตั้งแต่จำความได้ โดยนักเคมีของบริษัทเบเยอร์ ประเทศเยอรมัน ชื่อคุณ เฟลิก ฮอฟมานน์ ได้ค้นพบวิธีสังเคราะห์แอสไพรินได้สำเร็จในปี พ.ศ.2440 ในปีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกนับถึงวันนี้ก็รวมเวลา 116 ปีแล้ว แอสไพรินจึงนับเป็นยาเคมีสังเคราะห์ที่เก่าแก่และใช้กันมานานมากตัวหนึ่ง จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นว่าแพทย์สั่งจ่ายยาแก้ปวดแอสไพรินเพื่อให้อาการปวดของคนไข้หาย โดยที่ไม่มีใครในโลกนี้ที่รู้อย่างถึงแก่นแท้ว่า กลไกการออกฤทธิ์ของแอสไพรินคืออะไรกันแน่

สำหรับสมุนไพรคาวตอง ที่ทำให้อาการปวดเรื้อรังในผู้ที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม ปวดจากกระดูกทับเส้นประสาท หรือปวดหัวจากโรคลมตะกังหรือไมเกรน เราก็ไม่ทราบแน่ชัดว่ากลไกที่ทำให้การปวดหายไปนั้นเป็นอย่างไรแน่ ซึ่งหากท่านที่เคยใช้สมุนไพรคาวตองมาแล้วก็จะทราบดีว่า สมุนไพรคาวตองนี้ไม่ออกฤทธิ์เป็นยาแก้ปวดโดยตรง แต่ออกฤทธิ์เป็นการเข้าไปแก้ไขปัญหาความผิดปกติของระบบการทำงานของร่างกายแบบองค์รวมทุกอวัยวะที่เกี่ยวข้อง เมื่อความผิดปกติของร่างกายที่ทำให้เกิดการเจ็บปวดหายไป ก็จะไม่สามารถสร้างความรู้สึกเจ็บปวดได้ นั่นคือการเจ็บปวดที่เคยมีอยู่ได้หายไปด้วย