ภาษา : 
  


สมุนไพรพลูคาวกับโรคภูมิแพ้


 

ในตอนนี้ ผมจะนำเอาเรื่อง “การประยุกต์ใช้สูตรตำรับสมุนไพรคาวตองกับโรคภูมิแพ้” โดยจะแบ่งเป็น 2หัวเรื่องดังนี้คือ

1.ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้

2.สมุนไพรในฐานะ ที่เป็นการแพทย์ทางเสริม

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้–ในกรณีโรคภูมิแพ้ที่ผมจะพูดในวันนี้ ขออธิบายโรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้(Atopic dermatitis) ก็แล้วกัน เนื่องจากโรคภูมิแพ้เป็นคำรวมๆที่ร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำหรือแพ้สารใดสารหนึ่งเป็นการเฉพาะก็ได้ ชาวบ้านมักเรียกว่าน้ำเหลืองเสีย โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้เป็นโรคที่พบบ่อยในทารก เด็กโตและคนหนุ่มคนสาว ผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสเป็นเท่ากัน เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ ทั้งผู้ป่วยและครอบครัวมักจะมีประวัติโรคภูมิแพ้เช่น หืด หวัดภูมิแพ้ ลมพิษ มักตรวจพบว่าผู้ป่วยมีสารภูมิแพ้ที่เรียกว่า Immunoglobulin E หรือ IgEในเลือดสูงผิดปกติ

ในปัจจุบันพบว่าเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้ เป็นหวัดบ่อย ไม่ค่อยแข็งแรง มักมีภูมิต้านทานต่ำเนื่องจากแม่ใช้นมผงแทนนมแม่ ลูกจึงขาดสารภูมิต้านทานมาตั้งแต่เด็ก ผิวของเด็กมักมีผื่นคันง่าย เมื่อเกาเกิดเป็นแผลจะแห้งหายช้าและมีน้ำเหลืองซึมออกมาเป็นเวลานานจึงเรียกว่าเด็กเป็นโรคน้ำเหลืองเสีย

สาเหตุ พบว่าเกิดจากการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์

อาการของโรคนี้แบ่งเป็น สามระยะคือ ระยะทารก ระยะเด็กและระยะผู้ใหญ่

ระยะทารก มักจะเริ่มเมื่ออายุได้ 2-6 เดือน โดยมีอาการผื่นแดง และตุ่มน้ำใสคัน บางครั้งมีลักษณะหนังแห้งกว่าปกติ เป็นขุย และเป็นสะเก็ดขึ้นที่จมูก แก้ม หน้าผาก ศีรษะ ซึ่งมักจะขึ้นพร้อมกันทั้งสองข้าง บางครั้งอาจลามไปที่ลำตัวตอนบน แขนขาและบริเวณที่สัมผัสผ้าอ้อม มักจะเป็นๆหายๆเรื้อรัง อาการมักจะกำเริบขณะฟันขึ้นหรือมีการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ ส่วนมากมักจะหายได้เมื่ออายุ 2-4 ปี ในพวกที่ไม่หายก็จะเข้าสู่ระยะเด็ก

ระยะเด็ก – จะขึ้นเป็นผื่นแดง อาจมีตุ่มน้ำปน มีอาการคันมาก เมื่อเกาหรือถูมากๆหนังอาจหนาขึ้น มักพบเป็นบริเวณข้อพับ เช่นแขนพับ ข้อมือ ขาพับ ข้อเท้า รอบคอ มักเป็นทั้งสองข้างของร่างกายคล้ายคลึงกัน บางรายอาจเกาจนน้ำเหลืองเยิ้ม หรือเป็นหนองจากการติดเชื้อแบคทีเรีย อาจพบมีต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียงมีอาการอักเสบร่วมด้วย

ระยะผู้ใหญ่ – จะมีผื่นคันที่ข้อพับต่างๆเช่นเดียวกับที่พบในระยะเด็ก อาการมักจะกำเริบเวลามีภาวะเครียดทั้งร่างกายและจิตใจหรือในระยะก่อนมีประจำเดือน อาการจะน้อยลงเมื่ออายุ 20 กว่าปี และจะค่อยๆหายไปเมื่ออายุ 30 ปี

สิ่งที่ตรวจพบ – ผื่นแดงและตุ่มน้ำใส ผิวหนังอาจมีลักษณะหนาตัวขึ้น บางครั้งอาจพบน้ำเหลืองเยิ้ม

ภาวะแทรกซ้อน – อาจเกาจนเกิดแผลมีเชื้อแบคทีเรียเข้าไปอักเสบซ้ำเติมกลายเป็นตุ่มหนองหรือแผลพุพองหรือน้ำเหลืองไหล ถ้าติดเชื้อเริม อาจเป็นเริมชนิดร้ายแรงได้ ในรายที่เป็นเรื้อรัง อาจพบว่าเป็นต้อกระจกตั้งแต่อายุ 20-40 ปี ซึ่งอาจเกิดจากตัวโรคเองหรือเกิดจากการใช้สตีรอยด์ติดต่อกันนานๆ(ยาทาแก้คันแทบทุกชนิดมีส่วนผสมของยาสตีรอยด์ ซึ่งสตีรอยด์ทำให้ภูมิคุ้มกันที่บริเวณที่ทายามีภูมิคุ้มกันลดลง ติดเชื้อโรคง่ายและสะสมให้เกิดต้อกระจกได้)

การรักษา

1.ทาด้วยครีมสตีรอยด์(การแพทย์แบบแผน)

2.ถ้าคันมากให้ยาแก้แพ้กินเช่น CPM , Hydroxyzine, Diphenhydramine

3.ถ้าเป็นตุ่มหนองหรือพุพอง ควรชะล้างด้วยน้ำเกลือและให้ยาปฏิชีวนะ

4.ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 1 สัปดาห์ ควรส่ง รพ. อาจต้องกินเพร็ดนิโซโลน

ข้อแนะนำ

1.      แนะนำให้ปฏิบัติตัวโดยหลีกเลี่ยงสิ่งระคายเคือง อย่าอาบน้ำบ่อยและใช้สบู่อ่อนถูตัว รักษาร่างกายให้อบอุ่นเสมอ งดอาหารที่แพ้ง่ายเช่น นม ไข่ อาหารทะเล ทาผิวด้วยน้ำมันมะพร้าวให้ชุ่มชื้นเสมอ ตัดเล็บให้สั้น หลีกเลี่ยงภาวะเครียดทางจิตใจ

2.      โรคนี้ชาวบ้านอาจเรียกว่า น้ำเหลืองเสีย เนื่องจากผู้ป่วยมักมีอาการคันและเกาจนน้ำเหลืองเยิ้ม จึงเรียกชื่อตามอาการที่พบ ทั้งนี้อาจหมายถึงอาการผื่นอื่นเช่น ลมพิษ ผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส พุพอง

3.      โรคนี้จะหายได้เองเมื่อโตขึ้น ยกเว้นในรายที่มีอาการตั้งแต่เล็ก หรือมีผื่นขึ้นทั่วร่างกายหรือเป็นโรคหืดร่วมด้วย ก็อาจเป็นๆหายๆเรื้อรัง ไม่ค่อยหายขาด

     ในความเห็นของผมเองโรคหรืออาการที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ร่างกายผิดปกติเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน ร่างกายไม่สามารถใช้ระบบภูมิคุ้มกันที่ออกแบบไว้มาใช้ประโยชน์ได้เต็มที่จึงทำให้เกิดพยาธิสภาพขึ้นตามผิวหนังได้ ในคนปกติระบบภูมิคุ้มกันเป็นหน่วยเฝ้าระวังของร่างกายทั้งหมด เมื่อมีสิ่งแปลกปลอม เซลล์ที่ผิดปกติหรือเชื้อโรคเข้ามา ระบบภูมิคุ้มกันอันสลับซับซ้อนของร่างกายจะตรวจพบและเข้าไปจัดการขับออกไปไม่ให้มาทำอันตรายต่อร่างกายจนเกิดโรคได้ เมื่อเกิดแพ้ที่ผิวหนังหรือทางเดินหายใจหรือที่อื่นๆแสดงว่าระบบภูมิคุ้มกันทำงานจัดการสิ่งรุกรานไม่ไหวทำให้เหลือสิ่งแปลกปลอม เซลล์ที่ผิดปกติหรือเชื้อโรคจำนวนมากจนเกิดโรคได้ ยกตัวอย่างการติดเชื้อ HIV เชื้อไวรัสHIV จะเข้าโจมตีศูนย์บัญชาการของเม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า CD4 ซึ่งทำให้เม็ดเลือดขาวเกือบทุกชนิดไม่สามารถประสานงานในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม เซลล์ที่ผิดปกติหรือเชื้อโรคได้ คนที่ติดเชื้อ HIV จึงเป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ยีสต์หรือไวรัสHIV รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เซลล์มะเร็งชนิดที่คนปกติไม่เป็นกันเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันคอยตรวจจับและทำลายไปทุกวัน คนที่ติดเชื้อHIV ก็เป็นมะเร็งชนิดนี้เป็นปกติ

หากเราจะแบ่งชั้นของระบบภูมิคุ้มกันในคนอย่างง่ายๆจากการดูด้วยตาเราก็จะพบว่ามี ชั้นได้แก่

1. ในเลือดเมื่อจำนวนเม็ดเลือดขาวที่เห็นในกล้องจุลทัศน์ลดจำนวนลงแสดงว่าภูมิคุ้มกันเริ่มลดลง เช่นกรณีการให้ยาเคมีบำบัดเพื่อการรักษามะเร็ง ยาเคมีจะไปทำลายเซลล์มะเร็งและกลุ่มเซลล์ที่แบ่งตัวได้อย่างรวดเร็วซึ่งก้คือเซลล์รากผม(ทำให้ผมร่วง) เยื่อบุทางเดินอาหาร(ทำให้แสบร้อน เบื่ออาหาร)และเม็ดเลือดขาวที่ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วเมื่อได้รับยาคีโมบำบัด จนแพทย์ต้องติดตามไม่ให้จำนวนเม็ดเลือดขาวต่ำมากๆเนื่องจากจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย

2. เยื่อบุทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ ช่องคลอดและทางเดินปัสสาวะ ซึ่งเป็นท่อกลวงของร่างกาย– เมื่อภูมิต้านทานด่านแรกคือจำนวนเม็ดเลือดขาวลดปริมาณลงมากพอ ปราการด่านต่อไปของระบบภูมิต้านทานที่จะเสียหายก็คือเยื่อบุที่อยู่ที่ทางเดินหายใจ เยื่อบุทางเดินอาหาร ช่องคลอด ทางเดินปัสสาวะ ผู้ป่วยจะติดเชื้อทางเดินหายใจ ไอเรื้อรัง ท้องเสีย เบื่ออาหาร มีตกขาวทางช่องคลอด ปัสสาวะแสบร้อน

3. ผิวหนัง– สำหรับผิวหนังเป็นอวัยวะในระบบภูมิคุ้มกันชั้นนอกสุด ผิวหนังจะเสียหายเกิดแผลพุพองได้แสดงว่าระบบภูมิคุ้มกันชั้นในสองด่านแรก ต้องเสียหายมามากพอเสียก่อน(ยกเว้นอุบัติเหตุเป็นแผลฉับพลัน) หากมีแผล พุพอง น้ำเหลืองเสียประจำแสดงว่าระบบภูมิคุ้มกันทั้งร่างกายเสียหายมากแล้ว

ระบบภูมิคุ้มกันเป็นระบบการทำงานที่สลับซับซ้อน โลกของการแพทย์ในปัจจุบันยังไม่อาจเข้าใจระบบภูมิคุ้มกันได้ทั้งหมดยาที่ใช้ดูแลรักษาโรคที่เกี่ยวกับภูมิแพ้หรือภูมิคุ้มกันก็มีไม่เพียงพอกับความต้องการ ยกตัวอย่างยาทาผิวที่เกิดการแพ้ในปัจจุบันก็มีพื้นฐานมาจากสารสตีรอยด์หรือปรับปรุงโครงสร้างโมเลกุลมาจากสตีรอยด์เดิมๆ ซึ่งมีผลข้างเคียงมากมายเช่น การทาครีมที่มีส่วนผสมของสตีรอยด์นานเกิน วันก็จะทำให้ผิวหนังขาวซีดเนื่องจากมีการหดตัวของเส้นเลือดฝอยเรื้อรัง ผวหนังบริเวณนั้นจะมีภูมิคุ้มกันลดลงมีการติดเชื้อรา แบคทีเรียง่าย นอกจากนี้สตีรอยด์ยังยับยั้งการสร้างเส้นเลือดฝอยในกระบวกการสร้างเสริมเนื้อเยื่อใหม่ที่เกิดแผลทำให้แผลประสานกันช้า แผลไม่ค่อยติดกันและหายช้า ซึ่งเราจะเห็นภาพนรี้ได้ชัดเจนในกรณีผู้ป่วยเอดส์เต็มขั้นที่มักเป็นแผลพุพองทั่วร่างกาย ยาที่วงการแพทย์มีบริการให้ผู้ป่วยก็คือยาปฏิชีวนะผสมสตีรอยด์ เมื่อผู้ป่วยทาที่แผล ผลที่เกิดขึ้นนอกจากยาจะช่วยบรรเทาอาการในเบื้องต้นแล้วเราจะพบว่าแผลของผู้ป่วยจะหายช้ามีน้ำเหลืองซึมออกมาตลอดเวลาซึ่งนอกจากทายาสตีรอยด์แล้วทำให้แผลไม่หาย ผู้ป่วยมีภูมิต้านทานต่ำอยู่แล้วก็ติดเชื้อเพิ่มเป็นวัฏจักรเลวร้ายไม่รู้จบในคนทั่วไปหากทาสตีรอยด์นานๆเป็นบริเวณกว้างยาอาจดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดมากเหมือนการกิน ทำให้เกิดต้อกระจกหรือกดต่อมหมวกไตได้

แต่การประยุกต์ใช้สมุนไพรคาวตองที่มีสารสำคัญในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันเช่น ช่วยสร้างเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือดและสารภูมิคุ้มกันอื่นๆที่ช่วยทำให้เลือดกำจัดเชื้อก่อโรคได้หลายชนิด โดยเฉพาะผลที่เกิดจากสารเบต้ากลูแคนที่เกิดขึ้นระหว่าขบวนการหมักแบบชีวภาพ ช่วยเหนี่ยวนำให้เซลล์เดิมที่มีอยู่ในร่างกายเป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้น ทำหน้าที่เก่งขึ้น ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหายจากโรคที่เกิดขึ้นเช่นที่เยื่อบุทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร ทางเดินปัสสาวะ ช่วยซ่อมแซมหรือไปเปลี่ยนแปลงสะเต็มเซลล์ที่สร้างจากไขกระดูกไปเป็นอวัยวะที่สร้างเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันต่างๆต่อมไร้ท่อ ต่อผลิตสารชีวเคมีต่างๆให้เป็นปกติจึงทำให้มีสารชีวเคมีที่มีคุณภาพและพอเพียง เซลล์ที่สร้างใหม่จากอวัยวะที่สร้างเสริมจากสะเต็มเซลล์ที่เข้าไปทดแทนกลายเป็นเซลล์ที่ปกติ ขบวนการการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันจึงย้อนสมการของการเกิดโรคไปในทางค่อยๆหายจากโรคหรือหายจากโรคภูมิแพ้ได้ เราจะเห็นได้จากขบวนการที่ได้อธิบายมาทั้งหมดนี้ว่า การใช้สมุนไพรคาวตองที่ผ่านการสกัดแบบชีวภาพแม้จะเป็นการใช้สารจากพฤกษเคมีในการทำงานแต่กลไกการทำงานจะทำผ่านระบบต่างๆของร่างกายของตัวผู้ป่วยเอง ไม่ใช้สารออกฤทธิ์จากภายนอกร่างกายเข้าไปทำหน้าที่เป็นหลัก เรื่องแบบนี้จึงนับเป็นหนึ่งในเรื่องของธรรมชาติบำบัดที่สะดวก ปลอดภัย มีปริมาณและเป้าหมายที่แม่นยำ ไม่มีผลข้างเคียง เนื่องจากเป็นการคำนวณการใช้สารออกฤทธิ์โดยร่างกายของผู้ป่วยเอง นอกจากนี้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ก็มีศักยภาพในการนำมาใช้บำรุงสุขภาพองค์รวมของตนเองได้ เนื่องจากต้นทุนในการนำมาใช้งานไม่แพงเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายทั้งหมดกับแผนการรักษาตัวเองที่เคยทำมา